ศึก อีเอฟแอล คาราบาว คัพ 2026/27 รอบ 3 ที่สนาม แอนฟิลด์ เมื่อคืนวันที่ 15 กันยายน 2026 ลิเวอร์พูล เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในเกมบิ๊กแมตช์ระหว่างสองทีมจากพรีเมียร์ลีก
แม้ “หงส์แดง” จะมีการหมุนเวียนผู้เล่นหลายตำแหน่ง แต่ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดย อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ยิงเปิดสกอร์ในครึ่งแรก ก่อน โคดี้ กัคโป บวกประตูที่สองหลังพักครึ่ง
สเปอร์สไม่ยอมง่าย ๆ และได้ คอเนอร์ กัลลาเกอร์ โหม่งไล่มาเป็น 2-1 ก่อนมีโอกาสทองที่จะตีเสมอ แต่สุดท้าย โดมินิก โซโบซไล ลงมาซัดประตูสุดสวยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ปิดเกมให้ ลิเวอร์พูล ชนะ 3-1 และผ่านเข้าสู่รอบ 4 ได้สำเร็จ
เกมนี้ อันโดนี่ อิราโอล่า เลือกหมุนเวียนผู้เล่น ลิเวอร์พูล หลายตำแหน่ง โดยมี จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี่ เฝ้าเสา ขณะที่แนวรับมี เจเรมี่ ฟริมปง, โรนัลด์ อเราโฮ, โจ โกเมซ และ มิลอส เคอร์เคซ
แดนกลางมีดาวรุ่งอย่าง เทรย์ เอ็นโยนี่ และ เจมส์ แม็คคอนเนลล์ ร่วมกับตัวเก๋าอย่าง แม็ค อัลลิสเตอร์ ส่วนแนวรุกใช้ ริโอ เอ็นกูโมฮา, ลูอิส คูมาส และ กัคโป
ฝั่ง สเปอร์ส เองก็ปรับทีมหลายตำแหน่ง โดย โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ส่งทั้ง ลูคัส เบิร์กวัลล์, โมฮัมเหม็ด คูดุส, กัลลาเกอร์, มาติส แตล และ โอมาร์ มาร์มูช ลงสนาม
ช่วงต้นเกม สเปอร์ส เป็นฝ่ายสร้างโอกาสอันตรายได้ก่อน
หลังแนวรับ ลิเวอร์พูล จัดการบอลไม่เด็ดขาด ลูคัส เบิร์กวัลล์ ได้โอกาสจบสกอร์ แต่ มามาร์ดาชวิลี่ ใช้ขาป้องกันเอาไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
จังหวะนี้กลายเป็นหนึ่งในเซฟสำคัญ เพราะหากทีมเยือนออกนำก่อน รูปเกมอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หลังตั้งเกมได้ ลิเวอร์พูล เริ่มสร้างแรงกดดัน และมาได้ประตูขึ้นนำในนาที 21
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ เก็บบอลบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจัดการซัดเต็มข้อส่งบอลพุ่งเข้าสู่ประตูอย่างเด็ดขาด
ลิเวอร์พูล 1-0 ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
ประตูดังกล่าวช่วยให้เจ้าถิ่นเล่นได้ง่ายขึ้น และเป็นอีกครั้งที่กองกลางทีมชาติอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นถึงอันตรายจากการเติมขึ้นมายิงแถวสอง
หลังขึ้นนำ ลิเวอร์พูล เล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น ขณะที่ สเปอร์ส พยายามครองบอลและหาช่องเจาะแนวรับเจ้าถิ่น
แต่แนวรับของ หงส์แดง ยังช่วยกันปิดพื้นที่ได้ดี โดยเฉพาะ โจ โกเมซ และเพื่อนร่วมแนวรับที่รับมือกับความเร็วของแนวรุกทีมเยือนได้
จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล จึงรักษาความได้เปรียบ 1-0 เอาไว้ได้
กลับมาเล่นครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ใช้เวลาเพียง 9 นาทีในการได้ประตูที่สอง
จังหวะเริ่มต้นจาก ริโอ เอ็นกูโมฮา พาบอลตัดจากทางขวา ก่อนส่งต่อให้ เคอร์เคซ และบอลมาถึง แม็ค อัลลิสเตอร์
กองกลางอาร์เจนไตน์มองเห็น โคดี้ กัคโป อยู่ในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย จึงจ่ายบอลให้แนวรุกชาวดัตช์
กัคโปแต่งบอลหนึ่งจังหวะ ก่อนกดเต็มแรงผ่าน มาร์ติน ดูบราฟก้า เสียบมุมไกลอย่างเฉียบขาด
ลิเวอร์พูล 2-0 สเปอร์ส
แม็ค อัลลิสเตอร์ จึงมีส่วนกับสองประตูแรกของเกม ทั้งยิงหนึ่งและแอสซิสต์อีกหนึ่ง
หลังได้ประตูที่สอง ลิเวอร์พูล เริ่มปรับทีม โดยส่ง โดมินิก โซโบซไล และ ไรอัน กราเฟนแบร์ก ลงสนามในนาที 62
การเปลี่ยนตัวช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้แดนกลาง แต่ สเปอร์ส ก็เริ่มเดินหน้าเล่นเกมรุกมากขึ้น เพราะไม่มีอะไรจะเสีย
แรงกดดันของทีมเยือนเริ่มสร้างปัญหา และไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ประตูที่ต้องการ
นาที 69 เกมกลับมาสนุกอีกครั้ง เมื่อ สเปอร์ส ได้ประตูตีไข่แตก
จากจังหวะลูกเตะมุม คอเนอร์ กัลลาเกอร์ ขึ้นโหม่งส่งบอลเข้าประตู หลัง มามาร์ดาชวิลี่ ไม่สามารถจัดการกับลูกกลางอากาศได้อย่างเด็ดขาด
ลิเวอร์พูล 2-1 สเปอร์ส
ประตูดังกล่าวทำให้ช่วง 20 นาทีสุดท้ายของการแข่งขันเปลี่ยนไปทันที เพราะทีมเยือนเหลือเพียงประตูเดียวก็จะสามารถตามตีเสมอได้
หลังไล่มาเป็น 2-1 สเปอร์ส เดินหน้าบุกอย่างหนัก และมีโอกาสทองจาก โอมาร์ มาร์มูช
แนวรุกทีมเยือนได้จังหวะยิงที่มีลุ้นเป็นประตูตีเสมอ แต่ มามาร์ดาชวิลี่ โชว์ปฏิกิริยาสุดยอด ปัดบอลด้วยปลายนิ้วออกไปได้
เซฟดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญที่สุดของเกม เพราะหาก สเปอร์ส ตีเสมอ 2-2 ได้ โมเมนตัมช่วงท้ายอาจเทไปหาทีมเยือนเต็มตัว
แม้ ลิเวอร์พูล จะเป็นฝ่ายนำ แต่ สเปอร์ส ไม่ได้เป็นรองในแง่การสร้างโอกาส
ตัวเลขหลังเกมระบุว่า ลิเวอร์พูล ครองบอล 44% ขณะที่ สเปอร์ส ครองบอล 56%
หงส์แดงยิงทั้งหมด 12 ครั้ง ตรงกรอบ 5 ครั้ง ส่วนทีมเยือนยิงถึง 17 ครั้ง ตรงกรอบ 6 ครั้ง
ค่า Expected Goals หรือ xG ยังเป็น สเปอร์ส ที่เหนือกว่าที่ประมาณ 2.30 ต่อ 1.53 แต่ ลิเวอร์พูล มีประสิทธิภาพในการจบสกอร์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน
ขณะที่ สเปอร์ส กำลังทุ่มผู้เล่นขึ้นไปตามหาประตูตีเสมอ ลิเวอร์พูล ก็มาปิดการแข่งขันในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ
นาที 90+1 โดมินิก โซโบซไล ได้บอลบริเวณนอกกรอบเขตโทษ ก่อนจัดการซัดวอลเลย์ระยะไกลเต็มข้อ
บอลพุ่งและส่ายหนีมือ ดูบราฟก้า เข้าไปอย่างสวยงาม เรียกเสียงเฮจากแฟนบอลทั่วแอนฟิลด์
ลิเวอร์พูล 3-1 ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
ประตูสุดสวยของกองกลางทีมชาติฮังการีปิดความหวังของ สเปอร์ส และยืนยันตั๋วรอบ 4 ให้กับ ลิเวอร์พูล
หนึ่งในนักเตะที่มีอิทธิพลต่อเกมมากที่สุดคือ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์
กองกลางอาร์เจนไตน์ยิงประตูเปิดเกมในนาที 21 ก่อนทำแอสซิสต์ให้ กัคโป ยิงประตู 2-0 ในนาที 54
ผลงานดังกล่าวทำให้เขามีส่วนโดยตรงกับสองในสามประตูของ ลิเวอร์พูล และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ทีมผ่านเกมซึ่ง สเปอร์ส สร้างโอกาสได้ไม่น้อยไปได้สำเร็จ
แม็ค อัลลิสเตอร์ และ กัคโป อาจเป็นสองคนที่วางรากฐานให้กับชัยชนะ แต่ช็อตที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดหลังเกมคงหนีไม่พ้นประตูของ โดมินิก โซโบซไล
เขาเริ่มต้นบนม้านั่งสำรอง ก่อนลงสนามในนาที 62 และมาปิดเกมด้วยลูกยิงระยะไกลช่วงทดเวลา
อิราโอล่า กล่าวชื่นชมประตูดังกล่าวหลังเกม ขณะที่รายงานหลายแห่งยกให้เป็นลูกยิงโดดเด่นที่สุดของค่ำคืนนี้
ชัยชนะ 3-1 ส่งให้ ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ของคาราบาว คัพ ได้สำเร็จ และนับเป็นฤดูกาลที่ 8 ติดต่อกัน ที่สโมสรสามารถผ่านรอบ 3 ของรายการนี้ได้
ขณะที่ สเปอร์ส ต้องยุติเส้นทางฟุตบอลถ้วยรายการแรกของฤดูกาล แม้จะสร้างโอกาสได้มากกว่าและมีช่วงที่กดดันเจ้าถิ่นอย่างหนักในครึ่งหลัง
ความพ่ายแพ้ที่แอนฟิลด์ทำให้ สเปอร์ส ไม่ชนะเป็นเกมที่ 4 ติดต่อกันรวมทุกรายการ ขณะที่ในพรีเมียร์ลีกพวกเขามี 2 คะแนนจาก 4 นัดแรก
หลังเกม โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ ยอมรับว่าทีมกำลังอยู่ในช่วงสร้างโปรเจกต์ใหม่ แต่ยังเชื่อว่าเมื่อผู้เล่นเริ่มเข้าใจระบบและเล่นร่วมกันได้ลงตัวมากขึ้น ผลการแข่งขันจะดีขึ้นตามมา
ลิเวอร์พูล 3-1 ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์
ผู้ทำประตู:
อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ 21' (ลิเวอร์พูล),
โคดี้ กัคโป 54' (ลิเวอร์พูล),
คอเนอร์ กัลลาเกอร์ 69' (สเปอร์ส),
โดมินิก โซโบซไล 90+1' (ลิเวอร์พูล),
รายการ: EFL Carabao Cup 2026/27 รอบ 3,
วันที่แข่งขัน: 15 กันยายน 2026 ตามเวลาท้องถิ่น / เช้ามืด 16 กันยายน ตามเวลาไทย,
สนาม: Anfield, Liverpool,
สกอร์ครึ่งแรก: ลิเวอร์พูล 1-0 สเปอร์ส,
ผลการแข่งขัน: Liverpool 3-1 Tottenham Hotspur,
ครองบอล: ลิเวอร์พูล 44% - 56% สเปอร์ส,
ยิงทั้งหมด: ลิเวอร์พูล 12-17 สเปอร์ส,
ยิงตรงกรอบ: ลิเวอร์พูล 5-6 สเปอร์ส,
xG: ลิเวอร์พูล 1.53-2.30 สเปอร์ส,
สถานการณ์: ลิเวอร์พูล ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ส่วน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ตกรอบ