ศึก อีเอฟแอล คาราบาว คัพ 2026/27 รอบ 3 ที่สนาม ลอนดอน สเตเดียม เมื่อคืนวันที่ 15 กันยายน 2026 “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เปิดบ้านทำศึกลอนดอนดาร์บี้กับ “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม
เกมนี้สนุกตั้งแต่ครึ่งแรก เมื่อ ฟูแล่ม ขึ้นนำถึงสองครั้งจาก โรดริโก้ มูนิซ และ เซซาร์ ปาลาซิออส แต่ เวสต์แฮม ตามตีเสมอได้ทั้งสองครั้งจาก โมราโต้ และ ปาโบล ทำให้จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-2
ก่อนที่ตัวสำรองอย่าง ออสการ์ บ็อบบ์ จะกลายเป็นฮีโร่ของทีมเยือน ซัดประตูตัดสินเกมในนาที 78 ช่วยให้ ฟูแล่ม บุกคว้าชัย 3-2 และผ่านเข้าสู่รอบ 4 ของคาราบาว คัพ ได้สำเร็จ
หลังเกมเริ่มต้นได้ไม่นาน ฟูแล่ม เป็นฝ่ายสร้างความอันตรายได้มากกว่า และมาได้ประตูแรกในนาที 13
เซซาร์ ปาลาซิออส พาบอลขึ้นมาทางฝั่งซ้าย ก่อนเปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษอย่างแม่นยำ
โรดริโก้ มูนิซ แทรกตัวเข้าไประหว่างแนวรับ เวสต์แฮม ก่อนขึ้นโหม่งส่งบอลเข้าประตู ช่วยให้ทีมเยือนออกนำอย่างรวดเร็ว
เวสต์แฮม 0-1 ฟูแล่ม
ถือเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของ อัลบาโร่ อาร์เบลัว ซึ่งเกมนี้มีการปรับผู้เล่นจากนัดลีกก่อนหน้าหลายตำแหน่ง
แต่ ฟูแล่ม ดีใจได้เพียงสามนาทีเท่านั้น
เวสต์แฮม ตอบโต้จากลูกกลางอากาศ โดย อาร์เน่ เองเกลส์ เปิดบอลลึกเข้าไปบริเวณเสาไกล
คอนสแตนตินอส มาฟโรปานอส ขึ้นโหม่งย้อนกลับเข้ามาหน้าประตู ก่อน โมราโต้ จะโหม่งต่อในระยะเผาขนส่งบอลผ่านผู้รักษาประตูเข้าไป
เวสต์แฮม 1-1 ฟูแล่ม
ประตูนี้ยังเป็นประตูแรกของ โมราโต้ นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ เวสต์แฮม ด้วยสัญญายืมตัวในเดือนกันยายน
หลังสกอร์กลับมาเท่ากัน รูปเกมเปิดมากขึ้นอย่างชัดเจน
ฟูแล่ม เป็นฝ่ายครองบอลและพยายามต่อเกมจากแดนหลัง ขณะที่ เวสต์แฮม เลือกใช้การเล่นที่ตรงกว่า โดยอาศัยลูกกลางอากาศและการขึ้นเกมเร็วโจมตีแนวรับทีมเยือน
แม้ทีมเยือนจะมีบอลมากกว่า แต่ เวสต์แฮม แสดงให้เห็นว่าทุกครั้งที่พาบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายก็สามารถสร้างปัญหาได้ โดยเฉพาะจากลูกครอสและลูกตั้งเตะ
หลังทำแอสซิสต์ให้ มูนิซ ยิงประตูแรก เซซาร์ ปาลาซิออส ก็มาใส่ชื่อตัวเองบนสกอร์บอร์ดในนาที 37
ดาวรุ่งชาวสเปนเล่นได้อย่างโดดเด่นตลอดครึ่งแรก และสามารถส่งบอลผ่านแนวรับเจ้าถิ่นเข้าประตู ช่วยให้ ฟูแล่ม ขึ้นนำเป็นครั้งที่สอง
เวสต์แฮม 1-2 ฟูแล่ม
ปาลาซิออส จึงจบเกมด้วยผลงาน 1 ประตู 1 แอสซิสต์ และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของ ฟูแล่ม ในเกมนี้
ดูเหมือน ฟูแล่ม จะเข้าสู่ห้องแต่งตัวด้วยความได้เปรียบ แต่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก เวสต์แฮม กลับตามตีเสมอได้อีกครั้ง
ปาโบล จัดการส่งบอลเข้าประตูในนาที 45+2 ช่วยให้เจ้าถิ่นกลับเข้าสู่เกม
เวสต์แฮม 2-2 ฟูแล่ม
กลายเป็นครึ่งแรกที่สนุกอย่างมาก เพราะ ฟูแล่ม ขึ้นนำสองครั้ง แต่ถูก เวสต์แฮม ไล่ตามตีเสมอได้ทั้งสองครั้ง ก่อนจบ 45 นาทีแรกด้วยสกอร์ 2-2
เข้าสู่ครึ่งหลัง นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต ตัดสินใจเพิ่มคุณภาพเกมรุกของ เวสต์แฮม ด้วยการส่ง จาร์ร็อด โบเว่น และ มานอร์ โซโลมอน ลงสนามตั้งแต่ช่วงต้นครึ่งหลัง
การเปลี่ยนตัวช่วยให้เจ้าถิ่นเล่นได้อันตรายขึ้น โดย โซโลมอน และ มาฟโรปานอส ต่างมีโอกาสลุ้นประตู
ฟูแล่ม เริ่มเสียการควบคุมเกมบางช่วง ทำให้ อาร์เบลัว ต้องแก้เกมจากม้านั่งสำรองเช่นกัน
นาที 69 ฟูแล่ม ตัดสินใจเปลี่ยนเกมรุกครั้งสำคัญ โดยส่ง ออสการ์ บ็อบบ์ และ จอช คิง ลงสนาม
การเปลี่ยนตัวครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการแข่งขัน
คิง ใช้พลังและการเพรสซิ่งเข้าเล่นงานแนวรับและแดนกลางของ เวสต์แฮม ขณะที่ บ็อบบ์ สร้างความอันตรายจากการลากตัดเข้าด้านในจากฝั่งขวา
และเพียงประมาณ 9 นาทีหลังถูกส่งลงสนาม ออสการ์ บ็อบบ์ ก็กลายเป็นฮีโร่
จังหวะเริ่มต้นจาก จอช คิง ที่เพรสซิ่งจนแย่งบอลกลับมาได้ในพื้นที่อันตราย หลังผู้เล่น เวสต์แฮม ลังเลกับบอล
บอลมาถึง บ็อบบ์ ทางฝั่งขวา ก่อนแนวรุกชาวนอร์เวย์จะลากตัดเข้าในแล้วกดลูกยิงเรียดผ่านผู้รักษาประตูเสียบมุม
เวสต์แฮม 2-3 ฟูแล่ม
นี่เป็นประตูแรกของ บ็อบบ์ ให้กับ ฟูแล่ม และกลายเป็นประตูที่ตัดสินเกมทันที
แม้จะถูก ฟูแล่ม ขึ้นนำเป็นครั้งที่สาม แต่ เวสต์แฮม ยังไม่ยอมแพ้
ช่วงท้ายเกม จาร์ร็อด โบเว่น มีโอกาสยิงแต่บอลข้ามคาน ก่อน ตาตี้ กาสเตยานอส จะมีโอกาสทองจากระยะใกล้
ลูกยิงของ กาสเตยานอส เกือบกลายเป็นประตูตีเสมอ 3-3 แต่ ทิโมธี กาสตาญ ช่วยสกัดบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด
จังหวะดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในการป้องกันที่สำคัญที่สุดของเกม และช่วยให้ ฟูแล่ม รักษาความได้เปรียบเอาไว้จนจบการแข่งขัน
สถิติหลังการแข่งขันแสดงให้เห็นว่า ฟูแล่ม เป็นฝ่ายครองบอลเหนือกว่าอย่างชัดเจนที่ 61.7% ขณะที่ เวสต์แฮม มี 38.3%
ทีมเยือนยิงทั้งหมด 12 ครั้ง ตรงกรอบ 6 ครั้ง ส่วนเจ้าถิ่นยิง 11 ครั้ง ตรงกรอบ 3 ครั้ง
ด้านการผ่านบอล ฟูแล่ม ต่อบอลสำเร็จ 632 ครั้ง ด้วยความแม่นยำ 91.9% ขณะที่ เวสต์แฮม ผ่านบอลสำเร็จ 355 ครั้ง ความแม่นยำ 86.4%
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างด้านการครองบอลไม่ได้หมายความว่าเกมขาด เพราะ เวสต์แฮม มีโอกาสตีเสมอ 3-3 ในช่วงท้าย และบีบให้ทีมเยือนต้องลุ้นจนถึงเสียงนกหวีดสุดท้าย
หนึ่งในนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของเกมคือ เซซาร์ ปาลาซิออส
เจ้าตัวเริ่มต้นด้วยการสร้างประตูให้ มูนิซ ในนาที 13 ก่อนยิงด้วยตัวเองในนาที 37 ทำให้มีส่วนโดยตรงกับสองประตูแรกของ ฟูแล่ม
แม้สุดท้าย บ็อบบ์ จะเป็นผู้ยิงประตูชัย แต่ผลงานของ ปาลาซิออส ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเยือนสามารถผ่านค่ำคืนอันยากลำบากที่ London Stadium ได้สำเร็จ
อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ออสการ์ บ็อบบ์
เขาเริ่มเกมบนม้านั่งสำรอง ก่อนถูกส่งลงมาในนาที 69 และใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีในการสร้างความแตกต่าง
ประตูในนาที 78 ไม่เพียงเป็นประตูชัย แต่ยังเป็น ประตูแรกของ บ็อบบ์ ในสีเสื้อ ฟูแล่ม อีกด้วย
จากเกมที่เสมอกัน 2-2 และมีโอกาสไปถึงการดวลจุดโทษ บ็อบบ์ เปลี่ยนสถานการณ์ทั้งหมดด้วยการจบสกอร์เพียงครั้งเดียว
เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นพร้อมชัยชนะ 3-2 ของ ฟูแล่ม
ทีมของ อัลบาโร่ อาร์เบลัว จึงผ่านเข้าสู่ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้ายของคาราบาว คัพ 2026/27 ขณะที่เส้นทางในฟุตบอลถ้วยรายการนี้ของ เวสต์แฮม ต้องสิ้นสุดลงในรอบ 3
สำหรับ “ขุนค้อน” แม้ผลการแข่งขันจะจบด้วยความพ่ายแพ้ แต่พวกเขาสามารถต่อกรกับทีมพรีเมียร์ลีกได้อย่างสูสี และตามตีเสมอได้ถึงสองครั้งในครึ่งแรก ก่อนเกือบทำสำเร็จเป็นครั้งที่สามช่วงท้ายเกม
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-3 ฟูแล่ม
ผู้ทำประตู:
โรดริโก้ มูนิซ 13' (ฟูแล่ม),
โมราโต้ 16' (เวสต์แฮม),
เซซาร์ ปาลาซิออส 37' (ฟูแล่ม),
ปาโบล 45+2' (เวสต์แฮม),
ออสการ์ บ็อบบ์ 78' (ฟูแล่ม),
รายการ: EFL Carabao Cup 2026/27 รอบ 3,
วันที่แข่งขัน: 15 กันยายน 2026 (ตรงกับเช้ามืดวันที่ 16 กันยายน ตามเวลาไทย),
สนาม: London Stadium, London,
สกอร์ครึ่งแรก: เวสต์แฮม 2-2 ฟูแล่ม,
ผลการแข่งขัน: West Ham United 2-3 Fulham,
ดาวเด่น: เซซาร์ ปาลาซิออส 1 ประตู 1 แอสซิสต์,
ฮีโร่ประตูชัย: ออสการ์ บ็อบบ์ นาที 78,
สถานการณ์: ฟูแล่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ของคาราบาว คัพ ส่วน เวสต์แฮม ตกรอบ