ศึก ลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2026/27 สัปดาห์ที่ 5 เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2026 ที่สนาม ซานติอาโก เบร์นาเบว เป็นการพบกันระหว่าง เรอัล มาดริด เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ราโย บาเยกาโน
เกมนี้ “ราชันชุดขาว” ของ โชเซ่ มูรินโญ่ เปิดเกมได้อย่างดุดันและใช้เวลาเพียง 17 นาทีแรกยิงไปถึง 2 ประตูจาก คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ อัลบาโร่ การ์เรราส ก่อนที่ จู๊ด เบลลิงแฮม จะบวกประตูที่สามก่อนพักครึ่ง
ช่วงครึ่งหลัง ราโย บาเยกาโน กลับมาเล่นดีขึ้นและได้ เซร์คิโอ กาเมโย่ ยิงไล่มา 1-3 นาที 51 แต่สุดท้าย เอ็มบัปเป้ มาปิดเกมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วยประตูที่สองของตัวเอง ส่งให้ เรอัล มาดริด คว้าชัยแบบขาดลอย 4-1
เกมผ่านไปไม่ถึง 15 นาที เรอัล มาดริด ก็ได้โอกาสทอง เมื่อ อัลบาโร่ การ์เรราส ถูก ฟลอเรียน เลอเฌิน ทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ รับหน้าที่สังหารและไม่พลาด ส่งบอลเข้าประตูให้เจ้าถิ่นออกนำ
เรอัล มาดริด 1-0 ราโย บาเยกาโน
ประตูดังกล่าวถือเป็นประตูที่ 6 ของ เอ็มบัปเป้ ในฤดูกาลนี้ ณ เวลานั้น และทำให้เจ้าถิ่นเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นทันที
ราโย ยังตั้งตัวไม่ทัน ก็มาเสียประตูที่สองเพียงสามนาทีให้หลัง
จังหวะเริ่มจากความผิดพลาดของแนวรับทีมเยือน ก่อนบอลมาถึง เอ็มบัปเป้ ที่เล่นชิ่งหนึ่ง-สองกับ อัลบาโร่ การ์เรราส ภายในกรอบเขตโทษ
แบ็กซ้ายชาวสเปนรับบอลกลับมา ก่อนยิงอย่างเด็ดขาดผ่าน เอมิล ออเดโร่ เข้าไป
เรอัล มาดริด 2-0 ราโย บาเยกาโน
นอกจากเรียกจุดโทษให้ทีมได้ประตูแรกแล้ว การ์เรราส ยังมีชื่อเป็นผู้ทำประตูที่สองด้วยตัวเอง ถือเป็นการออกสตาร์ตเกมที่ยอดเยี่ยมของเจ้าถิ่น
แม้จะนำสองประตู เรอัล มาดริด ยังไม่ผ่อนเกมและเดินหน้ากดดันต่อเนื่อง
นาที 25 วินิซิอุส จูเนียร์ ได้จังหวะยิงเต็มแรง แต่ ออเดโร่ ยังปฏิกิริยายอดเยี่ยม ปัดบอลออกมาได้ ก่อนที่ เอ็มบัปเป้ จะตามซ้ำแต่ไม่ทัน
ราโย ต้องถอยลงไปรับลึกในหลายช่วง เพราะแนวรุกของเจ้าถิ่น โดยเฉพาะ วินิซิอุส และ ยาน ดิโอม็องเด้ ที่ได้ออกสตาร์ตตัวจริงครั้งแรกหลังย้ายมาร่วมทีมในเดือนสิงหาคม สามารถสร้างพื้นที่และความเร็วเล่นงานแนวรับทีมเยือนได้ตลอด
ก่อนเข้าสู่ช่วง 10 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก เรอัล มาดริด มาได้ประตูที่สามจากการประสานงานที่ยอดเยี่ยม
แบร์นาร์โด้ ต่อบอลกับ วินิซิอุส ก่อนแนวรุกบราซิลพาบอลขึ้นทางซ้ายแล้วเปิดย้อนเข้าไปบริเวณด้านหลังของแนวรับ
จู๊ด เบลลิงแฮม สอดขึ้นมาอย่างพอดี ก่อนแปบอลจังหวะเดียวเสียบมุมล่างอย่างเฉียบขาด
เรอัล มาดริด 3-0 ราโย บาเยกาโน
เป็นประตูที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหนือชั้นของเจ้าถิ่นในครึ่งแรก ทั้งความเร็ว การเคลื่อนที่ และการประสานงานในพื้นที่สุดท้าย
นาที 45 เอ็มบัปเป้ เกือบยิงประตูที่สองของตัวเองได้สำเร็จ เมื่อได้จังหวะยิงจากบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ
บอลพุ่งผ่านมือผู้รักษาประตูไปแล้ว แต่กลับชนเสาอย่างน่าเสียดาย
ช่วงทดเวลา ราโย มีโอกาสดีที่สุดในครึ่งแรกจากการยิงไกลของ เปโดร ดิอาซ แต่ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ ยังโชว์ซูเปอร์เซฟปัดบอลออกไปได้
จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำห่าง 3-0
เริ่มครึ่งหลัง ราโย บาเยกาโน เปลี่ยนรูปเกมอย่างชัดเจนและกล้าเดินหน้ากดดันเจ้าถิ่นมากขึ้น
นาที 46 เปโดร ดิอาซ ได้โอกาสยิงไกลอีกครั้ง คราวนี้บอลพุ่งชนเสาอย่างจัง
ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับ มาดริด ที่เริ่มเสียบอลง่ายและลดความเข้มข้นในการเพรสซิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด
ความพยายามของทีมเยือนได้ผลในนาที 51
เรอัล มาดริด เสียบอลง่ายในแดนตัวเอง เปิดโอกาสให้ ราโย เล่นเกมรุกทันที ก่อนบอลไปถึง เซร์คิโอ กาเมโย่
กาเมโย่หาจังหวะยิงลอดขา อิบราฮิม่า โกนาเต้ ส่งบอลเข้ามุมประตูผ่านมือ กูร์กตัวส์ เข้าไป
เรอัล มาดริด 3-1 ราโย บาเยกาโน
หลังประตูดังกล่าว ราโย มีช่วงเวลาที่ครองบอลในแดนของเจ้าถิ่นได้ต่อเนื่องและบังคับให้ กูร์กตัวส์ ต้องออกแรงเซฟหลายครั้ง ขณะที่แฟนบอลในเบร์นาเบวเริ่มส่งเสียงโห่กับความผิดพลาดของทีมตัวเอง
แม้จะนำอยู่สองประตู แต่ มูรินโญ่ แสดงอาการไม่พอใจอย่างชัดเจนจากข้างสนาม เพราะลูกทีมลดความเข้มข้นลงหลังพักครึ่ง
เรอัล มาดริด เสียบอลระหว่างการขึ้นเกมหลายครั้ง การเพรสซิ่งไม่ดุดันเหมือนครึ่งแรก และเปิดพื้นที่ให้ ราโย เล่นบอลในแดนเจ้าถิ่นมากขึ้น
หลังเกม มูรินโญ่ยอมรับว่า ทีมตั้งใจออกสตาร์ตให้แรงและพยายามปิดเกมตั้งแต่ครึ่งแรก เพราะทราบว่าสภาพร่างกายและสมาธิอาจลดลงหลังผ่านเกมแชมเปี้ยนส์ ลีกกลางสัปดาห์ ซึ่งสถานการณ์ในครึ่งหลังก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
เรอัล มาดริด เริ่มกลับมาตั้งเกมได้อีกครั้งในช่วงท้าย และเกือบได้ประตูที่สี่จากลูกตั้งเตะ
อาร์ดา กูแลร์ เปิดบอลเข้าไปให้ เดนเซล ดุมฟรีส์ ขึ้นโหม่งเต็มศีรษะ แต่ ออเดโร่ โชว์ซูเปอร์เซฟปัดบอลได้อย่างยอดเยี่ยม
จากจังหวะต่อเนื่อง บอลยังไปถึง อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ที่ได้โหม่งอีกครั้ง แต่ผู้รักษาประตูทีมเยือนยังช่วยป้องกันเอาไว้ได้ โดยหนึ่งในจังหวะดังกล่าวบอลกระเด้งไปชนคานด้วย
เอ็มบัปเป้ ยังพยายามตามหาประตูที่สองของตัวเองอย่างต่อเนื่อง
นาที 83 แนวรุกทีมชาติฝรั่งเศสได้จังหวะวอลเลย์จากมุมค่อนข้างแคบ บอลพุ่งแรงและมีทิศทาง แต่ ออเดโร่ ยังปัดออกไปได้อย่างยอดเยี่ยม
นายทวารของ ราโย กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ช่วยให้สกอร์ไม่ขาดมากกว่านี้ หลังเซฟลูกอันตรายของ มาดริด หลายครั้งตลอดเกม
ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เรอัล มาดริด ได้เล่นเกมสวนกลับเร็ว และเป็น อาร์ดา กูแลร์ ที่สร้างจังหวะสุดท้าย
กูแลร์จ่ายบอลให้ เอ็มบัปเป้ ซึ่งวิ่งเข้าพื้นที่สุดท้าย ก่อนกองหน้าชาวฝรั่งเศสจะยิงจังหวะแรกอย่างแม่นยำส่งบอลผ่าน ออเดโร่ เข้าประตู
เรอัล มาดริด 4-1 ราโย บาเยกาโน
เป็นประตูที่สองของ เอ็มบัปเป้ ในเกมนี้ และเป็นประตูที่ 7 จากการลงสนาม 6 นัดในทุกรายการของเขา ก่อนการแข่งขันจบลงด้วยชัยชนะอย่างขาดลอยของ “ราชันชุดขาว”
ผลงานของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ โดดเด่นที่สุดในเกมนี้ หลังมีส่วนกับสามประตูของทีม
เขายิงจุดโทษเปิดสกอร์ในนาที 14 ก่อนเล่นชิ่งช่วย การ์เรราส ทำประตู 2-0 และปิดท้ายด้วยประตูจากเกมสวนกลับในนาที 90+1
หลังจบเกม เอ็มบัปเป้ ขยับสถิติเป็น 7 ประตูจาก 6 นัดในทุกรายการ และยังคงเป็นกำลังสำคัญที่สุดคนหนึ่งในแนวรุกของ เรอัล มาดริด
ชัยชนะ 4-1 ทำให้ เรอัล มาดริด เก็บชัยชนะในบ้านที่ ซานติอาโก เบร์นาเบว เป็นนัดที่ 4 ติดต่อกัน
นอกจากนี้ พวกเขายังขยับขึ้นมามี 12 คะแนน เท่ากับ บาร์เซโลนา ซึ่งยังมีเกมกับ เลบันเต้ รออยู่ในวันถัดไป ทำให้การแข่งขันหัวตารางลาลีกายังคงเข้มข้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาล
เรอัล มาดริด 4-1 ราโย บาเยกาโน
ผู้ทำประตู: คีลิยัน เอ็มบัปเป้ 14' (จุดโทษ), อัลบาโร่ การ์เรราส 17', จู๊ด เบลลิงแฮม 34', เซร์คิโอ กาเมโย่ 51', คีลิยัน เอ็มบัปเป้ 90+1',
แอสซิสต์สำคัญ: เอ็มบัปเป้ (การ์เรราส 17'), วินิซิอุส จูเนียร์ (เบลลิงแฮม 34'), อาร์ดา กูแลร์ (เอ็มบัปเป้ 90+1'),
รายการ: LaLiga 2026/27 สัปดาห์ที่ 5,
วันที่แข่งขัน: 12 กันยายน 2026,
สนาม: Santiago Bernabéu, Madrid,
สกอร์ครึ่งแรก: เรอัล มาดริด 3-0 ราโย บาเยกาโน,
ผลการแข่งขัน: Real Madrid 4-1 Rayo Vallecano,
สถานการณ์หลังเกม: เรอัล มาดริด มี 12 คะแนน และขึ้นมาเท่ากับ บาร์เซโลนา ก่อนที่ทีมจ่าฝูงจะลงเล่นเกมของตัวเอง,