ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2026/27 รอบลีกเฟส นัดที่ 1 เมื่อคืนวันอังคารที่ 8 กันยายน 2026 ที่สนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว เป็นเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง เรอัล มาดริด เปิดบ้านรับการมาเยือนของแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อินเตอร์ มิลาน
เกมนี้ อินเตอร์ เป็นฝ่ายเริ่มต้นได้ดีกว่าและครองบอลเหนือกว่า แต่ เรอัล มาดริด อาศัยการเพรสซิ่งและความเด็ดขาดลงโทษความผิดพลาดของทีมเยือน โดย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ยิงเปิดสกอร์นาที 14 ก่อน เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ เพิ่มเป็น 2-0 ในนาที 23
ครึ่งหลัง อินเตอร์ เดินหน้าบุกหนักจน คาร์ลอส ออกุสโต้ ยิงไล่มาเป็น 2-1 นาที 77 แต่เจ้าถิ่นยังมี ติโบต์ กูร์กตัวส์ ที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ รักษาสกอร์และประเดิมลีกเฟสด้วยสามคะแนนเต็ม
แม้จะเล่นที่ เบร์นาเบว แต่ อินเตอร์ ไม่ได้ลงมาเน้นตั้งรับ ทีมเยือนเริ่มต้นด้วยการครองบอลและเดินหน้ากดดันเจ้าถิ่นทันที
เพียงนาทีที่ 3 อินเตอร์ เกือบได้ประตูนำ เมื่อ มาร์คุส ตูราม มีโอกาสยิงภายในกรอบเขตโทษ แต่ กูร์กตัวส์ แสดงปฏิกิริยายอดเยี่ยม ปัดบอลออกไปได้
จังหวะดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนของ เรอัล มาดริด และเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนที่นายทวารทีมชาติเบลเยียมต้องออกแรงช่วยทีมหลายครั้ง
หลังผ่านช่วงกดดันของ อินเตอร์ มาได้ เรอัล มาดริด ก็แสดงความเฉียบขาดให้เห็น
นาทีที่ 14 การเพรสซิ่งบริเวณแดนของ อินเตอร์ ทำให้ทีมเยือนเสียบอล ก่อน บราฮิม ดิอาซ จะเก็บบอลและจ่ายให้ คีลิยัน เอ็มบัปเป้
ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศสไม่ต้องจับหลายจังหวะ ก่อนจบสกอร์ผ่าน โจเซป มาร์ติเนซ เข้าไปอย่างเด็ดขาด
เรอัล มาดริด 1-0 อินเตอร์
แม้ อินเตอร์ จะครองบอลได้มากกว่า แต่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็ถูกแนวรุกระดับโลกของเจ้าถิ่นลงโทษทันที
อินเตอร์ พยายามตอบโต้ทันทีหลังเสียประตู และในนาทีที่ 20 ได้ลูกฟรีคิกในระยะอันตราย
ฮาคาน ชัลฮาโนกลู รับหน้าที่ยิงเต็มแรง บอลพุ่งเข้าหากรอบประตู แต่ กูร์กตัวส์ ยังอ่านทางได้ดีและปัดบอลออกไป
เป็นอีกหนึ่งเซฟสำคัญ เพราะหาก อินเตอร์ ตีเสมอได้ในช่วงนี้ รูปเกมอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เพียงสามนาทีหลังจาก กูร์กตัวส์ ช่วยทีมไว้ เรอัล มาดริด ก็ลงโทษความผิดพลาดของ อินเตอร์ เป็นครั้งที่สอง
นาทีที่ 23 ผู้รักษาประตู โจเซป มาร์ติเนซ รับบอลคืนหลังและพยายามเล่นบอลด้วยเท้าภายในเขตประตู แต่ เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ วิ่งเข้าเพรสอย่างรวดเร็ว
มาร์ติเนซพยายามเลี้ยงหลบ แต่ วัลเวร์เด้ ฉกบอลได้ ก่อนส่งบอลเข้าสู่ประตูแบบไม่เหลือ
เรอัล มาดริด 2-0 อินเตอร์
เป็นประตูที่สะท้อนแผนการเพรสซิ่งของทีมเจ้าถิ่นได้อย่างชัดเจน และทำให้ อินเตอร์ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากทั้งที่รูปเกมโดยรวมไม่ได้เป็นรองมากนัก
แม้ตามหลังสองประตู อินเตอร์ ยังไม่ถอดใจ และเดินหน้าสร้างโอกาสต่อเนื่อง
นาทีที่ 35 ทีมเยือนเกือบได้ประตูตีไข่แตก เมื่อ เคอร์ติส โจนส์ ได้จังหวะยิงด้วยเท้าซ้ายภายในกรอบเขตโทษ บอลพุ่งผ่าน กูร์กตัวส์ ไปแล้ว แต่กลับชนคานอย่างน่าเสียดาย
ช่วงทดเวลาครึ่งแรก เรอัล มาดริด ก็เกือบได้ประตูที่สามเช่นกัน หลัง เอ็มบัปเป้ กระชากบอลจากกลางสนามเข้าไปสร้างโอกาส ก่อนจังหวะต่อเนื่องจะจบลงด้วย บราฮิม ดิอาซ ยิงชนเสา
จบครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำ 2-0 แต่รูปเกมยังเปิดกว้างและมีโอกาสเกิดประตูได้ตลอดเวลา
ครึ่งหลัง อินเตอร์ ปรับทีมเพื่อเพิ่มความสดในเกมรุก และเดินหน้าบุกอย่างจริงจัง
ทีมเยือนส่งทั้ง เปตาร์ ซูซิช, ปิโอเตอร์ ซีลินสกี้ และ อ็องเช่-โยอัน บอนนี่ ลงสนามในนาที 60 เพื่อเพิ่มพลังในแดนกลางและแนวรุก
อินเตอร์ยังคงเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า โดย Reuters ระบุว่าทีมเยือนมีการครองบอลมากกว่า 64% แต่ปัญหาคือพวกเขาต้องเจอกับ กูร์กตัวส์ ที่อยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม
อินเตอร์ สร้างโอกาสหลายครั้งในครึ่งหลัง ทั้งจาก เลาตาโร่ มาร์ติเนซ และ เคอร์ติส โจนส์ แต่ กูร์กตัวส์ ยังช่วยป้องกันไว้ได้
นายทวารชาวเบลเยียมกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่สุดของเจ้าถิ่น โดยเกมนี้ยังเป็นการลงสนามใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ 100 ของเขาอีกด้วย
แม้ UEFA จะเลือก วัลเวร์เด้ เป็น Player of the Match แต่ผลงานของ กูร์กตัวส์ มีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ มาดริด ไม่ถูก อินเตอร์ ไล่ตามทัน
ความพยายามของ อินเตอร์ ประสบความสำเร็จในนาทีที่ 77
เลาตาโร่ มาร์ติเนซ พาบอลขึ้นมาทางด้านข้าง ก่อนเปิดเรียดเข้าไปในพื้นที่อันตราย
คาร์ลอส ออกุสโต้ สอดเข้ามาถูกจังหวะและจบสกอร์ผ่าน กูร์กตัวส์ เข้าไป
เรอัล มาดริด 2-1 อินเตอร์
ประตูดังกล่าวทำให้ช่วงท้ายเกมกลับมาตึงเครียดทันที เพราะ อินเตอร์ ต้องการอีกเพียงประตูเดียวก็จะสามารถบุกมาแบ่งแต้มจาก เบร์นาเบว ได้
หลังถูกไล่มาเหลือ 2-1 มูรินโญ่ ปรับทีมเพื่อรักษาความได้เปรียบ ขณะที่ อินเตอร์ เดินหน้าบุกเพื่อหาประตูตีเสมอ
อย่างไรก็ตาม แนวรับของ เรอัล มาดริด รวมถึง กูร์กตัวส์ สามารถรับมือแรงกดดันช่วงท้ายได้สำเร็จ
หมดเวลาการแข่งขัน เรอัล มาดริด 2-1 อินเตอร์ มิลาน
ราชันชุดขาวจึงประเดิมการแข่งขัน UEFA Champions League 2026/27 ด้วยชัยชนะและสามคะแนนเต็ม ส่วน อินเตอร์ แม้เล่นได้ดีและครองบอลมากกว่า แต่ต้องกลับอิตาลีมือเปล่า เพราะความผิดพลาดสองครั้งในครึ่งแรกถูกเจ้าถิ่นลงโทษอย่างเด็ดขาด
เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ได้รับเลือกจาก UEFA ให้เป็น Player of the Match
กองกลางทีมชาติอุรุกวัยไม่ได้โดดเด่นเพียงประตู 2-0 แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเพรสซิ่งและช่วยควบคุมพื้นที่แดนกลาง
ประตูของเขาเกิดจากความขยันล้วนๆ หลังวิ่งกดดัน มาร์ติเนซ จนผู้รักษาประตู อินเตอร์ เล่นพลาด ก่อนฉกบอลเข้าไปทำประตูด้วยตัวเอง
อีกหนึ่งเรื่องน่าสนใจของเกมนี้คือการที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ต้องเผชิญหน้ากับอดีตต้นสังกัดอย่าง อินเตอร์ มิลาน
มูรินโญ่เคยพา อินเตอร์ คว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาล 2009/10 รวมถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งนัดชิงชนะเลิศครั้งนั้นจัดขึ้นที่สนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว แห่งนี้ ก่อนที่เขาจะย้ายมาคุม เรอัล มาดริด หลังจบฤดูกาลดังกล่าว
16 ปีต่อมา เขากลับมาเจอกับ อินเตอร์ อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด และจบค่ำคืนด้วยชัยชนะ 2-1
ชัยชนะครั้งนี้ยังตอกย้ำสถิติที่ยอดเยี่ยมของ เรอัล มาดริด ในการพบกับ อินเตอร์
ก่อนลงสนาม UEFA ระบุว่า มาดริด ชนะ 6 จาก 7 นัดหลังสุด ที่พบกัน และชนะ อินเตอร์ ในบ้านมาแล้ว 7 เกมติดต่อกัน
เมื่อรวมผล 2-1 ในเกมล่าสุด สถิติการเล่นที่ เบร์นาเบว ของราชันชุดขาวในการเจอกับทีมดังจากอิตาลียังคงแข็งแกร่งต่อไป
เรอัล มาดริด 2-1 อินเตอร์ มิลาน
ผู้ทำประตู: คีลิยัน เอ็มบัปเป้ 14' (เรอัล มาดริด), เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ 23' (เรอัล มาดริด), คาร์ลอส ออกุสโต้ 77' (อินเตอร์),
แอสซิสต์: บราฮิม ดิอาซ → เอ็มบัปเป้, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ → คาร์ลอส ออกุสโต้,
Player of the Match: เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้,
รายการ: UEFA Champions League 2026/27 รอบ League Phase นัดที่ 1,
วันที่แข่งขัน: 8 กันยายน 2026,
สนาม: Santiago Bernabéu, Madrid,
ผลการแข่งขัน: Real Madrid 2-1 Inter Milan,
สถานการณ์หลังเกม: เรอัล มาดริด ประเดิมลีกเฟสด้วย 3 คะแนนเต็ม,